สภาพสังคมในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้คือ ปัตตานี ยะลา นราธิวาส มีลักษณะเป็นเอกลักษณ์และแตกต่างไป

จากพื้นที่อื่นๆของประเทศไทย โดยเฉพาะเรื่องความหลากหลายในสังคมอันได้แก่ ภาษา ศาสนา ขนบธรรมเนียม ประเพณี 

ความเชื่อ  ค่านิยม การแต่งกาย อาหาร และชีวิตความเป็นอยู่ เป็นต้น แม้สังคมจะมีความหลากหลาย แต่ภาพลักษณ์การอยู่

ร่วมกันอย่างสันติสุขแสดงให้เห็นมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน  แม้จะมีความขัดแย้ง ความไม่เข้าใจกันบ้าง แต่ก็สามารถพูดคุย

ตกลงกันตามวิถีชาวบ้านอัน  ทำให้อยู่ร่วมกันมาได้อย่างต่อเนื่อง  จวบจนกระแสความเจริญทางวัตถุโดยเฉพาะวิทยาการทาง

การสื่อสารการเปิดกว้างทางด้านข้อมูลข่าวสาร ทำให้ผู้คนสามารถเรียนรู้ได้ทั่วทุกมุมโลก มีสิทธิ เสรีภาพ และต่างปกป้องรักษา

สิทธิส่วนบุคคล และอยู่กับความเป็นวัตถุนิยมจนละเลยความรู้สึกทางจิตใจ  ความเอื้ออาทรต่อกัน หรือความเป็นอยู่วิถีชีวิตแบบ

เดิมที่ต้องพึ่งพาอาศัยกัน  เมื่อชาวบ้านห่างเหินกันไม่พูดคุยกัน  แต่ให้ความสำคัญในกาาอยู่อย่างมีความสุขกับวัตถุสิ่งของที่หา

มาได้  โดยไม่คำนึงว่าผู้ใดจะเดือดร้อน  ผู้ใดจะเสียใจ  ผู้ใดจะสูญเสียขอให้ได้สิ่งนั้นมา นั่นคือความสำเร็จความสุขของชีวิตคน

ในปัจจุบัน  ต่างคนต่างเปลี่ยนวิถีชีวิตดังกล่าว  แม้ไม่ทั้งหมดแต่สิ่งที่เปลี่ยนเพียงเล็กน้อยหรือคนบางส่วนแต่ส่งผลกระทบคน

ส่วนใหญ่  ตลอดจนภาพลักษณ์ ค่านิยม ของสังคมเริ่มเปลี่ยนไป  ทั้งๆ ที่ความเป็นจริงอาจจะยังไม่เปลี่ยนแต่โดนครอบงำด้วย

วิถีดังกล่าวนั้น นี่อาจเป็นเพียงข้อสันนิษฐานหรือเหตุผลหนึ่งที่ทำให้สังคมในพื้นที่สามจังหวัดเปลี่ยนแปลงไป และไม่ว่าจะด้วย

เหตุผลอื่นใด  สิ่งที่จำเป็นต้องสร้างให้เกิดขึ้นในสังคมที่มีความหลากหลายนี้ในเบื้องต้นคือความเข้าใจซึ่งกันและกัน ความจริงใจ

ที่มีให้ต่อกัน ตลอดจนความเข้มแข็งในตัวบุคคล และกลุ่มคนในชุมชน เพื่อเป็นเกราะป้องกันปัญหาความขัดแย้งระหว่างบุคคล

และกลุ่มคน ตลอดจนมุมมองจากคนนอกพื้นที่นั้น ซึ่งในกระบวนการให้ได้มาดังกล่าวนี้ ทางชุดโครงการวิจัยพหุวัฒนธรรมศึกษา 

คณะศึกษาศาสตร์ และสถาบันวิจัยและพัฒนาสุขภาพภาคใต้ (วพส.) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์  ได้ร่วมค้นหายุทธศาสตร์ 

ศึกษา วิจัยมาตั้งแต่ปี 2550-2553 นั้น มีงานวิจัยมาแล้ว 11 เรื่องและได้เผยแพร่อบรมเชิงปฏิบัติการ  ตลอดจนขยายเป็น

งานวิจัยเครือข่าย ส่งผลกระทบการศึกษาทางพหุวัฒนธรรมได้ขยายกว้างไม่เพียงแต่ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้และ

ประเทศไทยเท่านั้น  แต่ยังขยายผลรวมไปถึงการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขในภูมิภาคอาเซียนด้วย

 

              ซึ่งถือว่าเป็นต้นทุนทางด้านประสบการณ์และองค์ความรู้ของชุดโครงการวิจัยพหุวัฒนธรรมศึกษาที่ผ่านมาและตาม

ข้อตกลงร่วมกันของประเทศไทยกับประเทศสมาชิกสมาคมอาเซียนรวม 10 ประเทศกำหนดให้ทุกประเทศต้องเปิดเสรีทางการค้า

วัฒนธรรม เพื่อรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียนภายในปี 2558นอกจากนี้ยังมีอาเซียนบวกสาม และอื่นๆที่จะตามมาอีกมากมาย 

สิ่งที่จะตามมาภายหลังปี 2558 คือการเดินทางไปมาหาสู่กันหรือการเคลื่อนย้ายแรงงานของประชาชนภายในประเทศอาเซียน

ด้วยกันจะกระทำได้ง่ายและมีจำนวนมากขึ้น ทำให้มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาษา ศาสนา สังคมและเชื้อชาติ ซึ่งจะก่อ

ให้เกิดปัญหา ความแตกต่างและความขัดแย้งในสังคมขึ้นได้ หากผู้คนส่วนใหญ่ที่อาศัยร่วมกันไม่มีความรู้ ความเข้าใจ และทักษะ

การใช้ชีวิตในความหลากหลายทางวัฒนธรรมและสังคมเพียงพอ เพื่อป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคตจำเป็นต้องมีการศึกษา

ค้นคว้าวิจัย  ถึงสังคมที่หลากหลายตั้งแต่ระดับบุคคล  กลุ่มสังคมประเทศชาติ ประชาคมอาเซียน และความเป็นนานาชาตินั้น

สิ่งเหล่านี้จะเป็นพัฒนาการทางสังคมครั้งยิ่งใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตความเป็นอยู่และท้าทายความสามารถการอยู่ร่วมกันของ

ผู้คนในภูมิภาคแห่งนี้ แต่จากประสบการณ์ความล้มเหลวของการพัฒนาแบบดั้งเดิมที่ผ่านมาที่มุ่งสร้างความเจริญเติบโตทางด้าน

เศรษฐกิจ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้คนรุ่นปัจจุบันเท่านั้น  ละเลยความสำคัญการพัฒนาทางด้านอื่นไม่คำนึงถึงผลกระทบ

ทางด้านสิ่งแวดล้อมและความต้องการของคนรุ่นต่อไปในอนาคตได้ทำลายสร้างปัญหาให้กับความเป็นอยู่ของมนุษย์และวัฒนธรรม

ท้องถิ่นทั่วโลกดังนั้นทิศทางการพัฒนาในอนาคตต้องเป็นการพัฒนาที่ยั่งยืนที่ผู้คนทุกระดับต้องเปลี่ยนแปลงมุมมองหรือโลกทัศน์

ของตนเองให้เปิดกว้างยอมรับความจริงถึงผลกระทบการกระทำของตนเองที่ไม่มุ่งเฉพาะผลประโยชน์ของตนเองแต่ต้องคำนึงถึง

ผลประโยชน์ของผู้อื่นและผลกระทบต่อผู้อื่นและสิ่งแวดล้อมด้วย ต้องมีความเอื้ออาทรเคารพซึ่งกันและกันเพื่อส่งเสริมการพึ่ง

ตนเองและมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างเท่าเทียมกันโดยไม่ก่อให้เกิดปัญหาที่ต้องแก้ไขในภายหลังอันเกิดจากผลของการพัฒนาเช่น

ที่ผ่านมา

 

            ด้วยเหตุนี้จึงมีความจำเป็นยิ่งที่จะต้องมีหน่วยงานรับผิดชอบงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาตามแนวพหุวัฒนธรรม

ศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนขึ้น   เพื่อขับเคลื่อนงานวิจัยสร้างสรรค์นวัตกรรมทางพหุวัฒนธรรมศึกษาให้มากยิ่งขึ้นเพื่อตอบสนอง

การเรียนรู้ การอยู่ร่วมกันในระดับบุคคลจนถึงประชาคมอาเซียนอย่างสันติสุข คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 

วิทยาเขตปัตตานี  ได้เห็นความสำคัญดังกล่าว  จึงได้จัดตั้ง “สถานวิจัยพหุวัฒนธรรมศึกษา เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน(สพย.)” ขึ้น

โดยจะมุ่งสร้างนักวิจัย องค์ความรู้ นวัตกรรม และเผยแพร่งานวิจัยทางพหุวัฒนธรรมศึกษาจัดกิจกรรมและประสานความร่วมมือเพื่อ

ให้เกิดการเรียนรู้ภายใต้ความหลากหลายทางวัฒนธรรม  ทั้งในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ตลอดจนภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียง

ใต้อันจะนำไปสู่การตอบสนองการพัฒนาท้องถิ่น สังคม ประชาคมอาเซียนเพื่อให้การอยู่ร่วมกันอย่างสุขสันติและยั่งยืนสืบต่อไป

 

                        pink flower divider md clr  pink flower divider md clr